ได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2518 แต่ประชาชนมักเรียกกันว่า "อุทยานนกน้ำทะเลน้อย" ซึ่งนับเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทย สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพรรณพืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังมากที่สุดและเป็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของจังหวัดพัทลุงก็คือที่นี่ ซึ่งหลายคนนิยมเรียกกันว่า "อุทยานนกน้ำทะเลน้อย" โดยได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เมื่อปี พ.ศ. 2518 ถือเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทยที่มีเนื้อที่ประมาณ 285,625 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบริมทะเลสาบ ประกอบด้วยนาข้าว ป่าพรุ และทุ่งหญ้า รวมกันประมาณ 94% ส่วนที่เหลืออีก 6% เป็นแอ่งน้ำ ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสถึงความงาม ของหลากพันธุ์ไม้น่าสนใจ รวมทั้งความน่ารักของสัตว์โลกนานาชนิดภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ แห่งนี้ กิจกรรมน่าทำ - ชม ฝูงนกนางนวล ที่พากันอพยพมาอยู่ที่นี่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายนของทุกปี รวมทั้ง ฝูงนกเป็ดน้ำ ซึ่งพบได้ตามดงบัวสายหรือบัวหลวงและดงกระจูดหนูที่ไม่หนาแน่นนัก คุณจะได้ตื่นตากับภาพนกเป็ดน้ำที่บินขึ้นพร้อมกันนับพันตัว พลางแว่วยินเสียง กระพือปีกดังพั่บ ๆ อันเป็นภาพที่หาชมได้ไม่ง่ายนัก - ดื่มด่ำความสดใสของ ดงบัวสาย ดงบัวสีชมพูซึ่งจะบานสะพรั่งพร้อมกันในช่วงเช้าตรู่ ของทุกวัน สามารถเช่าเรือเพื่อล่องชมดอกบัวได้ในราคาลำละ 450 บาท นั่งได้ 10 คน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง - ลัดเลาะไปตาม ดงกระจูดหนู อันเป็นที่หลบภัยของนกและสัตว์น้ำ ทั้งนี้ การจับต้องกระจูดหนูควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะต้นเปราะและคม อาจบาดมือได้ - พักผ่อนหย่อนใจใน ศาลานางเรียม ที่มีบรรยากาศร่มรื่น ตั้งอยู่บริเวณปากคลองนางเรียม มีลักษณะเป็นศาลากลางน้ำ จุคนได้ประมาณ 30 คน และเป็นจุดที่นิยมแวะพัก รับประทานอาหารกลางวันท่ามกลางความเป็นกันเองของธรรมชาติ - ล่อง คลองนางเรียม อันเป็นคลองที่เชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลา ซึ่งตลอดสองฝั่งคลองมีพันธุ์ไม้หลายชนิดให้ได้ชมเช่น ลำพู กุ่มน้ำ จิกพรุ เสม็ดขาว บัวสาย บัวลินจง ฯลฯ - แวะชมวิถีชาวบ้านที่ หมู่บ้านทะเลน้อย รวมทั้งเลือกซื้อของฝากจากทะเลน้อยที่ขึ้นชื่อ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากต้นกระจูด ไม่ว่าจะเป็นหมวก กระเป๋า เสื่อ หรือแผ่นรองแก้ว และ ปลาดุกร้า สูตรต้นตำรับที่อร่อยล้ำเลิศ รับรองว่าจะติดใจจนต้องหวนกลับมาซื้ออีกครั้ง ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ที่ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

EASY VACATION

"แกรนด์แคนยอน บ้านควนน้อย" เพื่อนๆ ไม่ต้องไปไกลถึงเชียงใหม่ ก็สามารถชมความงามของแกรนด์แคนยอนได้ เพียงขับรถจากหาดใหญ่สู่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ก็จะพบกับ แกรนด์แคนยอน ที่มีวิวสวยงาม บรรยากาศดี ในตอนเย็น เพื่อนๆ จะได้เห็นตะวันตกดินอีกด้วย บ่อดินแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินสูง ทำให้น้ำสะอาด น้ำในบ่อยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญของหลายๆ หมู่บ้านเลยทีเดียว

EASY VACATION

เดิมเป็นที่ว่าราชการและเป็นที่พักอาศัยของเจ้าเมืองพัทลุง ปัจจุบันกรมศิลปากรปรับปรุงเปิดให้เข้าเยี่ยมชม ประกอบด้วย วังเก่า ผู้สร้างและเป็นเจ้าของวัง คือ พระยาอภัยบริรักษ์(น้อย จันทโรจวงศ์) เจ้าเมืองพัทลุง ได้สร้างที่พำนักซึ่งใช้เป็นที่ว่าราชการเมืองด้วย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในปีใด เมื่อพระยาอภับบริรักษ์ถึงอนิจกรรม วังเก่าจึงตกเป็นมรดกแก่บุตรชายของท่าน คือ หลวงศรีวรวัตร(พิณ จันทโรจวงศ์) และตกทอดเป็นมรดกของคุณประไพ มุตตามระ บุตรีของหลวงศรีวรวัตร ก่อนจะมอบวังเก่าให้แก่กรมศิลปากรวังในปัจจุบันเป็นเรือนไทยภาคใต้ผสมภาคกลาง มีเรือนใหญ่ทรงไทยแฝดอยู่ตรงกลาง ตัวเรือนยกพื้นสูง เสากลมปักดิน หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ด้านหน้าเรือนใหญ่เป็นเฉลียงยื่นไปทางทิศตะวันตก ถัดไปเป็นชานสำหรับใช้ว่าราชการหรือประกอบพิธีการต่างๆ สุดชานเป็นเรือนครัว มีบันไดขึ้น 2 ทาง คือด้านทิศใต้และทิศเหนือ วังเก่าเดิมเป็นเรือนไทยแฝดสามหลังติดกันใต้ถุนสูง หลังที่ 1 และ 2 ทำเป็นห้องนอน ห้องแม่ทานเป็นห้องที่ 3 ลักษณะเป็นห้องยาวครอบคลุมพื้นที่แนวห้องโถงหน้าเรือนหลังที่ 1 และ 2 ด้วย ระหว่างเรือนหลังเล็กกับเรือนแฝด มีชานขนาดเล็กคั่น มีโอ่งมังกรขนาดใหญ่รูปไข่ไว้ใส่น้ำที่บ่าวไพร่หาบจากคลองลำปำมาให้เจ้าเมืองอาบ ตรงข้ามกับเรือนแฝด กั้นเป็นห้องๆ ใช้เป็นยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือก ข้าวสาร ห้องครัว ห้องเก็บของ และห้องสุขา วัสดุที่ใช้ในการสร้างเป็นไม้ทั้งหมด วิธีการประกอบเรือนใช้ “ลูกสัก” หรือลิ่มไม้เชื่อมยึดแทนตะปู ซึ่งเป็นวิธีของช่างไทยแต่โบราณ ภายหลังการบูรณะชานเรือนหายไปแต่มีลานปูกระเบื้องดินเผาเข้ามาแทนที่ วังใหม่ พระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร จันทโรจวงศ์) เป็นผู้สร้างวังใหม่ขึ้นด้านหลังวังเก่าทางด้าน ทิศใต้ติดกับลำคลองลำปำ จึงมีชาวบ้านเรียกวังใหม่นี้ว่า "วังใหม่ชายคลอง" หรือ "วังชายคลอง" วังใหม่เป็นกลุ่มเรือนไทย 5 หลัง ประกอบด้วย เรือนประธานซึ่งเป็นที่พักของพระยาอภัยบริรักษ์ฯ เจ้าเมือง พร้อมภรรยาและบุตร ลักษณะเป็นเรือนแฝด 2 หลัง ส่วนเรือนไทยอีก 4 หลังล้อมรอบลานบ้าน สามหลังเป็นเรือนขนาดเล็ก มีห้องนอนและระเบียงหน้าห้องเหมือนกันใช้เป็นที่อยู่ของอนุภรรยาและบุตร อีกหลังหนึ่งเป็นเรือนครัว เรือนทุกหลังสร้างด้วยไม้แบบเรือนไทยโบราณ วังเจ้าเมืองพัทลุงเป็นมรดกของทายาทในสายตระกูลจันทโรจวงศ์ ได้มอบให้กรมศิลปากรเพื่อเป็นสมบัติของชาติ โดยกรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ จนสามารถคืนสภาพวังเจ้าเมืองพัทลุงจากเรือนไม้เก่าคร่ำคร่า กลายเป็นอาคารสถาปัตยกรรมเรือนไทยท้องถิ่นภาคใต้ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดพัทลุง และได้ทำพิธีเปิดวังเจ้าเมืองพัทลุง เมื่อปี พ.ศ.2536

EASY VACATION

เขาคอหงส์ จุดชมวิวที่ตั้งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะแห่งหาดใหญ่ ที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการพักผ่อนของชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ในยามเย็นจะมีทั้งผู้คนที่มาออกกำลังกายมานั่งเล่น และมาชมวิวพระอาทิตย์ตกกันบนนี้ การเดินทางขึ้นมาที่ยอดเขาคอหงส์นั้นสามารถขับรถขึ้นจนถึงจุดชมวิวได้ หรือใครที่อยากจะออกกำลังกายก็สามารถวิ่งขึ้นเขามาได้เช่นกัน และที่ถือเป็นไฮไลท์สำหรับที่นี่ก็คือ มีกระเช้าให้นั่งสำหรับขึ้นลงเขาคอหงส์ด้วย ซึ่งที่นี่ถือเป็นกระเช้าขนส่งนักท่องเที่ยวแห่งเดียวในประเทศไทยอีกด้วย

EASY VACATION

เที่ยว เบตง ยะลา นอกจากจะเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ที่อยู่นอกเมือง เช่น ชมทะเลหมอก แวะสวนดอกไม้ เที่ยวอุโมงค์ปิยะมิตร ดูต้นไม้ยักษ์ แช่น้ำร้อน แน่นอนกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด คือ เที่ยวในตัวเมืองเบตง ชมวีถีชีวิตของผู้คน อาคารบ้านเรือนที่มีสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ท่ามกลางวิวทิวทัศน์ที่สวยงามกลางหุบเขา ถ่ายภาพสตรีทอาร์ตน่ารักที่สะท้อนเรื่องราวและวิถีชีวิตของความเป็นเบตงได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยแต่งแต้มสีสันให้เมืองเบตงมีบรรยากาศที่สดใส และน่าเที่ยวมากขึ้น โดยภาพวาดมีประมาณ 11 ภาพ แต่ละภาพจะวาดอยู่ตามผนังอาคารบ้านเรือน ในตรอกซอกซอย ให้ได้แวะแชะถ่ายภาพ ครีเอทท่ากันอย่างสนุกสนาน ในตัวเมืองเบตงค่อนข้างเล็กมาก หากเที่ยวรอบเมืองพร้อมแวะถ่ายภาพสตรีทอาร์ตและจุดสำคัญใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็เที่ยวได้ทั่ว ศูนย์กลางของเมือง คือ หอนาฬิกาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสี่แยก มองเห็นเด่นมาแต่ไกล หอนาฬิกาเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่อยู่เคียงคู่กับเมืองเบตงมายาวนาน เปรียบเป็นสัญลักษณ์ของเมือง บริเวณหอนาฬิกาจะเรียกว่าเป็นความคึกคัก ที่บรรดานักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพ และรอบหอนาฬิกามีทั้งที่พัก ร้านอาหาร ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้

EASY VACATION

มัสยิดกรือเซะ (มลายู: Masjid Kerisek) หรือ มัสยิดสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์ เป็นมัสยิดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปีในจังหวัดปัตตานี สันนิษฐานได้ว่าเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัสยิดปิตูกรือบัน ชื่อนี้เรียกตามรูปทรงของประตูมัสยิด ซึ่งมีลักษณะเป็นวงโค้งแหลมแบบกอทิกของชาวยุโรป และแบบสถาปัตยกรรมของชาวตะวันออกกลาง (คำว่า ปิตู แปลว่า ประตู กรือบัน แปลว่า ช่องประตูที่มีรูปโค้ง) ช่วงเวลาที่มัสยิดกรือเซะถูกสร้างนั้นยังเป็นที่ถกเถียง บ้างว่าสร้างในรัชสมัยสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์ บ้างก็ว่าสร้างในรัชสมัยรายาบีรู ส่วนกรณีที่มัสยิดสร้างไม่สำเร็จนั้น ก็มีการยึดโยงกับตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวซึ่งมีสุสานอยู่ใกล้กับมัสยิดกรือเซะ ที่ถูกเล่าต่อเติมภายหลังว่าเจ้าแม่ได้สาปให้มัสยิดนี้สร้างไม่สำเร็จ จนกลายเป็นปัญหากินแหนงแคลงใจระหว่างชาวไทยเชื้อสายมลายูและชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ แต่จากการสำรวจและบูรณะของกรมศิลปากร พบว่าโครงสร้างโดมนั้นมีลักษณะไม่แข็งแรงและขาดความสมดุลจึงทำให้พังทลาย ทั้งยังไม่พบร่องรอยถูกเผาหรือถูกฟ้าผ่าตามตำนานที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด เพราะหลังราชวงศ์กลันตันปกครองปัตตานีถัดจากราชวงศ์ศรีวังสา ได้ย้ายศูนย์กลางเมืองไปยังบานาและจะบังติกอตามลำดับ มัสยิดกรือเซะจึงถูกทิ้งให้โรยราไป

EASY VACATION

วัดสันป่ายางหลวง ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสันป่ายางหลวงตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นวัดที่ติด 1 ใน 5 วัดที่สวยที่สุด ในประเทศไทย ภายในวัดสันป่ายางหลวงมีการแกะสลักลวดลายปูนปั้นไว้อย่างวิจิตรงดงาม โดยเฉพาะวิหารพระโขงเขียว มีการแกะสลักละลายปูนปั้นที่สร้างไว้ในพระวิหารอย่างละเอียดและวิจิตรสวยงามยิ่งแม้กระทั่งมุมหน้าจั่ว เชิงเพดานหลังคาด้านหน้า ด้านข้าง และ ด้านหลัง รวมทั้งเสาพระวิหารก็จะมีลายแกะสลักลงรักปิดทองไว้ แม้ถึงบ้านประตู-หน้าต่าง ทุกบาน วิหารพระโขงเขียว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2548 เป็นที่ประดิษฐานพระหยกเขียวซึ่งนำมาจากแม่น้ำโขง พระนามเต็มของ พระเขียว คือ พระพุทธอัญญรัตน มหานทีศรีหริภุญชัย ซึ่งเหมือนพระพุทธศีศากยโคดม องค์ปัจจุบัน และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ด้านล่างพระโขงเขียว คือ พระพุทธเมตไตรจำลองมาจากพุทธคยาตอนที่พระพุทธเจ้าโคตรมะบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิหารพระเขียวโขงเมื่อมองจากด้านหน้าจะมีหลังคา 5 ชั้น มีช่อฟ้า 5 ตัว หมายถึง พระเจ้า 5 พระองค์ ด้านหลังอีก 3 หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา หมายถึงการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเพื่อเดินเข้าสู่พระนิพพาน หน้า 5 รวมหลัง 3 รวมเป็น 8 หมายถึง ต้องปฏิบัติตาม ทางสายกลาง คือ มรรค 8 ได้ธรรมมัชฌิมา ทางสายกลางคือ 9 เป็นโลกุตตรธรรม ตรงกลางหลังคามี เรือหงษ์ และฉัตร หมายถึง โลกุตตรธรรม หรือ นิพพาน ความสงบดับเย็นจากกิเลศตัณหา ด้านล่างมีรูปปั้นผางประทีป เปรียบเหมือนรังกาและกาเผือกนอนในรัง รูปพรหมสี่หน้านั่งอยู่บนหลังกา หมายถึง กำเนิดตำนานผางประทีป นอกจากจะมีวิหารที่สวยงามแล้ว ยังมีพระพุทธรูปหินหยกขาว ปางปรินิพพานที่สวยงามอีกด้วย เดิมชื่อ “วัดขอมลำโพง” สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1074 โดยชาวบ้านที่พร้อมใจกันสร้างขึ้นเพื่อถวายไว้ในบวรพุทธศาสนา วัดสันป่ายางหลวงนับเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนาของแคว้นล้านนา หลังจากสร้างเสร็จจึงได้มีการอัญเชิญเอาพระอัฐิธาตุ ของพระอัครสาวก ของพระ พุทธองค์คือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ มาบรรจุไว้ ณ ที่เจดีย์ของวัดสันป่ายางหลวง ต่อมา ในยุคเสื่อมของพุทธศาสนา วัดสันป่ายางหลวงก็กลายเป็นวัดร้าง จนมาถึงสมัยของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ของเมืองลำพูน จึงได้มีการฟื้นฟูวัดสันป่ายางหลวงด้วยการสร้าง ถาวรวัตถุ และมีการกำหนดเขตธรณีสงฆ์ขึ้นใหม่ พร้อมกับประทานชื่อวัดใหม่ว่า “วัดอาพัฒนารามป่าไม้ยางหลวง” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “วัดสันป่ายางหลวง” เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสถานที่ตั้ง เพราะในสมัยก่อน บริเวณดังกล่าวมีต้นยางขึ้นอย่างหนาทึบ วัดนี้ยังใช้เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพพระนางจามเทวีอีกด้วย

EASY VACATION

จากครอบครัวที่ผลิตเครื่องเงินในหมู่บ้านชาวเขาเผ่าลัวะ อิ้วเมี่ยม เย้า และม้ง ที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ มาจนถึงทายาทรุ่นที่ 4 ได้สานต่อ และทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อ 30 ปีที่แล้ว “นางพิมพร รุ่งรชตะวานิช” รองประธานบริษัท ดอยซิลเวอร์ จำกัด และที่ปรึกษาคลัสเตอร์เครื่องเงิน จ.น่าน เผยจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ให้ฟังว่า การทำเครื่องเงินได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษสู่รุ่นหลานที่เป็นชาวไทยภูเขา ซึ่งครอบครัวของสามี (นายสมชาย รุ่งรชตะวานิช) เป็นผู้ผลิตเครื่องเงินรายใหญ่ในหมู่บ้าน ซึ่งเครื่องเงินชาวไทยภูเขาจะใช้กันตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ หรือแม้กระทั่งสินสอดในงานแต่งงาน โดยลายที่ใช้คือ 'ลายกระดูกงู'

EASY VACATION

บริเวณเชิง ผาชู้ เป็นจุดที่ตั้งที่ทำการ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ในช่วงฤดูหนาวจะสามารถมองเห็นทะเลหมอกได้จาก ยอดผาชู้ และเมื่อหมอกจางจะมองเห็นลำน้ำน่านทอดตัวคดเคี้ยวอยู่ที่ปลายผืนป่า หากจะขึ้นไปชมต้องขึ้นแต่เช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ช่วงใกล้ขึ้นถึงยอดจะเป็นหินแหลมคม จึงต้องเตรียมรองเท้าผ้าใบที่ใส่กระชับไปด้วยเพื่อความสะดวกในการปีนป่าย ใช้เวลาในการเดินประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้ที่ประสงค์จะเดินขึ้นยอดผาชู้ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางที่ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตู้ ปณ.14 อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน 55150 ประวัติ ตามตำนานที่เล่ากันมาเกี่ยวกับผาชู้กล่าวว่า เจ้าเอื้องผึ้งซึ่งเป็นคู่รักกับเจ้าจันทน์ผา จำใจต้องแต่งงานกับเจ้าจ๋วง เจ้าเอื้องผึ้งเสียใจที่ไม่ได้แต่งงาน กับคนที่ตัวเองรักจึงตัดสินใจฆ่าตัว ตายด้วยการกระโดดจากหน้าผา เจ้าจันทน์ผาตามมาพบว่าเจ้าเอื้องผึ้งได้กระโดดหน้าผาไปแล้ว จึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายตามคนรักตกไปอยู่ใกล้กัน และเจ้าจ๋วงได้เห็นหญิงที่ตนรักกระโดดหน้าผา ไปจึงรู้สึกเสียใจและตัดสินใจ กระโดดหน้าผาตามลงไปด้วยแต่กระเด็นห่างออกไป ด้วยความรักแท้ระหว่างเจ้าเอื้องผึ้งและเจ้าจันทน์ผา ในชาติต่อมาเจ้าเอื้องผึ้งจึงเกิดเป็นดอกกล้วยไม้ เกาะอยู่ใต้ต้นจันทน์ผา และเจ้าจ๋วงก็เกิดเป็นต้นสน ณ จุดที่ตกไปนั้นเอง ( “จ๋วง” เป็นภาษาเหนือแปลว่าต้นสน “เอื้องผึ้ง” แปลว่ากล้วยไม้) หน้าผาแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ผาชู้” นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

EASY VACATION

วัดศรีสุพรรณเป็นวัดที่อยู่ทางทิศใต้ของคูเมือง บริเวณถนนวัวลายซึ่งเป็นชุมชนทำหัตถกรรมเครื่องเงินที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่ แต่เดิมนั้นวัดศรีสุพรรณเป็นวัดที่มีประวัติการก่อสร้างมาตั้งแต่ครั้งอดีตกวา 500 ปี สร้างในช่วงสมัย พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช หรือพระเมืองแก้ว กษัตริย์ในราชวงศ์มังราย มีการสร้างพระวิหารบรมธาตุเจดีย์และพระอุโบสถ ประดิษฐานพระเจ้าเจ็ดตื้อ หรือพระพุทธปาฏิหาริย์ เป็นพระประธาน วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งใน จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2043 โดยพระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช หรือพระเมืองแก้ว กษัตริย์เชียงใหม่ราชธานี และพระนางสิริยสวดี พระราชมารดามหาเทวีเจ้า โปรดเกล้าให้มหาอำมาตย์ชื่อเจ้าหมื่นหลวงจ่าคำ สร้างวัดชื่อว่า “วัดศรีสุพรรณอาราม” ต่อมาได้เรียกสั้นๆ ว่า “วัดศรีสุพรรณ” พระอุโบสถเงิน วัดศรีสุพรรณ พระอุโบสถเงินหลังนี้เป็นพระอุโบสถหลังใหม่ที่ปฏิสังขรณ์จากฐานและเขตพัทธสีมาของอุโบสถหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมลง โดยใช้กรรมวิธีของภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนวัวลาย แท้จริงแล้วอุโบสถนี้ไม่ใช่ทำจากเงินแท้ทั้งหลัง แต่ใช้วัสดุจากอลูมิเนียม (วัสดุแทนเงิน) เงินผสม และเงินบริสุทธิ์ สลักลวดลาย บุดุน ประดับตกแต่งตั้งแต่หลังคา ผนังภายในภายนอกรวมทั้งหลัง ภายในประดิษฐานองค์พระประธาน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พระเจ้าเจ็ดตื้อ เป็นพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 4 ศอก ปางมารวิชัย เนื้อทองสัมฤทธิ์ โดยรอบอุโบสถด้านในแสดงศิลปกรรมแสดงถึงการเคารพสักการะพระรัตนตรัย ส่วนด้านนอกเป็นศิลปกรรมแสดงสัญลักษณ์ของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พระวิหาร วัดศรีสุพรรณ พระวิหารทรงล้านนา สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากาวิโรรส เมื่อประมาณ พ.ศ.2342 วิหารหลังนี้มีทำการปฏิสังขรณ์ผสมศิลปะร่วมสมัย โดยรักษาของที่มีอยู่เดิม ได้วาดจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพระธาตุ 12 ราศี ภาพพระธาตุเจดีย์ ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่ในอดีตและภาพปริศนาธรรมโลกทั้ง 3 และได้นำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านหัตถกรรมเครื่องเงินการดุนลาย ภาพพระพุทธประวัติ ภาพพระเจ้าสิบชาติ ภาพพระเวสสันดรชาดก ประดับตกแต่งฝาผนังวิหาร มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่เป็นพระประธาน ศูนย์ศึกษาศิลปะไทยโบราณสล่าสิบหมู่ล้านนาวัดศรีสุพรรณ และสถานฝึกอบรมศิลปหัตถกรรมเครื่องเงินและเครื่องประดับ เป็นสถานที่เปิดให้ผู้ที่สนใจภูมิปัญญาด้านเครื่องเงิน ได้ลองเรียนรู้ฝึกการทำศิลปะหัตถกรรมเครื่องเงินกับสล่าผู้ชำนาญ

EASY VACATION

พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตั้งอยู่บนกิโลเมตรที่ 41.5 ทางด้านซ้ายมือ สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย โดย พระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2530 และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่ง พระมหาธาตุนภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ ทั้ง 2 องค์นี้ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอยู่บนยอด และพระพุทธรูปบูชา มีลักษณะที่สูงสง่าและตั้งอย่างโดนเด่น โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล นั้นองค์จะเป็นสีน้ำตาล ส่วนพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ องค์จะเป็นสีม่วงอมชมพู อีกทั้งรอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างสวยงาม พระมหาธาตุนภเมทนีดล มีความหมายว่า “พระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุที่ยิ่งใหญ่เพียงฟ้าจดดิน” ถือเป็นพระมหาสถูปเจดีย์องค์แรกที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูง ๖๐ เมตร องค์พระมหาสถูปเจดีย์มีสัณฐานทรงระฆัง ๘ เหลี่ยม มีลวดลายแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง แทนพระบารมี ๓ ขั้นตอนที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญ อันประกอบด้วย บารมีขั้นแรก ๑๐ ขั้น อุปบารมี ๑๐ ขั้น และปรมัตถบารมี ๑๐ ขั้น รวมเป็น บารมี ๓๐ ทัศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพร จำหลักด้วยหินแกรนิตสีเขียวอมเทา ผนังห้องโถงประดับด้วยภาพศิลาจำหลัก แบบนูนต่ำ ๔ ภาพใหญ่ แสดงพุทธประวัติ ๔ ตอนสำคัญ คือ ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ มีความหมายว่า “เป็นกำลังแห่งฟ้า เป็นสิริแห่งดิน” รูปทรง ๑๒ เหลี่ยม องค์เจดีย์ประดับโมเสกแก้วสีม่วงอมชมพูสีเดียวกันตลอดทั้งองค์ ที่ส่วนยอดขององค์เจดีย์เป็นยอดปลีล้อมด้วยกลีบดอกบัวตูม ประดับด้วยโมเสกแก้วสีทอง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กั้นด้วยฉัตรสีเงิน ๙ ชั้น ภายในเจดีย์มีพระพุทธรูปปางรำพึง ประทับยืนบนดอกบัว ประดิษฐานอยู่ ซึ่งเป็นพระประจำวันศุกร์ อันเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แกะสลักด้วยหินหยกขาว

EASY VACATION